Categories
News

อาหารเพื่อสุขภาพ บร็อกโคลี กับสารอาหารที่มีประโยชน์ 14 ชนิด

อาหารเพื่อสุขภาพ บร็อกโคลี กับสารอาหารที่มีประโยชน์ 14 ชนิด บร็อกโคลี มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบเซลล์และเนื้อเยื่อหลายชนิด เช่น แคโรทีนอยด์ ลูทีน วิตามินเอ วิตามินบี6 วิตามินซี วิตามินเค โฟเลต ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมงกานีส และเส้นใยอาหาร ที่จำเป็นต่อการขับถ่าย นอกจากนั้นบร็อกโคลียังมีซัลโฟราเฟนและอินโดลซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง ผู้ที่กินบร็อกโคลีอย่างสม่ำเสมอจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคน้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยกินหรือนานๆ กินสักครั้ง

1. ป้องกันมะเร็งเต้านม

จากการศึกษาพบว่ามีสารอินโดลในบร็อกโคลี ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดระดับการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน 4-Hydroxyestrone ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อร้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์เต้านม ที่ไวต่อระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มระดับของ 2-Hydroxyestrone ซึ่งเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนรูปแบบหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดความเสื่อมต่อการเป็นมะเร็งให้น้อยลง และสาร อินโดลที่พบในบร็อกโคลีมิได้เพียงแค่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมเท่านั้น แต่ยังช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปอวัยวะอื่นได้อีกด้วย

2. ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

คณะวิจัยมหาวิทยาลัยเท็กซัส ได้ทำการวิเคราะห์อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบกิน โดยพิจารณาจาก อายุ เพศ และเชื้อชาติ พบว่าการกินผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของผู้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสูง อันได้แก่ ผู้ชายนักสูบ และผู้สูงอายุ ที่มีอายุมากกว่า 64 ปี โดยพบว่าการกินผักดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคได้มากถึงร้อยละ 29 เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่กินผักที่มาจากตระกูลดังกล่าวในปริมาณน้อยที่สุด

3. ต้านมะเร็งรังไข่

บร็อกโคลีอุดมไปด้วยสารแคมป์เฟอรอลซึ่งเป็นสารฟลาโวนอยด์ชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่กินอาหารที่มีสารแคมป์เฟอรอลอย่างสม่ำเสมอจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคลดลงถึงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ได้รับสารดังกล่าวน้อย

4. ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก

จากการศึกษาผู้ชายจำนวน 29,361 คน พบว่าผู้ชายที่กินบร็อกโคลีมากกว่า 1 ครั้ง ในแต่ละสัปดาห์ จะมีความเสี่ยงต่อการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่กินผักดังกล่าวน้อยกว่าเดือนละครั้ง นอกจากนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชายที่กินบร็อกโคลีเพียงเดือนละครั้ง ผู้ชายที่กินบร็อกโคลี่ทุกๆ สัปดาห์ จะมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งลดลงถึงร้อยละ 45

จากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ มีการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการกินผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ตรง และมะเร็งปอดได้มาก เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่กินผักชนิดอื่นๆ

5. ล้างสารพิษออกจากเซลล์และเนื้อเยื่อ

สารอาหารที่ได้จากบร็อกโคลีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยขจัดอนุมูลอิสระ ก่อนที่จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ดีเอ็นเอ เยื่อหุ้มเซลล์รวมไปจนถึงส่วนประกอบของเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ นอกจากนั้นสารที่มีประโยชน์จากบร็อกโคลียังช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายมีการผลิตเอนไซม์ที่ใช้ในการขับสารพิษ ทำให้ร่างกายมีการขับถ่ายของเสียและสารพิษที่ตกค้างอยู่ภายในออกมาได้อย่างหมดจด

6. ป้องกันมะเร็งลำไส้ตรง

ผลการศึกษา Netherlands Cohort Study ที่ทำการทดลองเกี่ยวกับบทบาทของอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลจากประชากรจำนวนมากกว่า 100,000 คน เป็นเวลามากกว่า 6 ปี พบว่าคนที่กินผักทั่วไปอย่างสม่ำเสมอจะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ตรงได้ร้อยละ 25 ในขณะที่คนกินผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจะสามารถลดความเสี่ยงดังกล่าวได้เกือบ2เท่าหรือประมาณร้อยละ 49

7. ป้องกันมะเร็งปอด

จากการศึกษาผู้หญิงชาวจีนในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่จัดว่ามีมลภาวะเป็นพิษสูง ยังผลให้อวัยวะต่างๆ ของประชากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งปอดต้องทำงานหนัก และอยู่ในสภาวะตึงเครียด พบว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่และกินผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งอย่างสม่ำเสมอจะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดได้มากถึงร้อยละ 30 และเช่นเดียวกัน ในผู้ที่สูบบุหรี่กินผักฤทธิ์ต้านมะเร็งอย่างสม่ำเสมอจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดลดลงได้ถึงร้อยละ 69

8. รักษากระเพาะอาหาร

ผลการทดลองที่ถูกตีพิมพ์ Antimicrobial Agents and Chemotherapy ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของบร็อกโคลีในการกำจัดแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า เฮลิโคแบคเทอร์ ไพโลรี (Helicobacter Pylori)หรือเอซไพโลรี (H. Pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการแผลเปื่อยเรื้อรัง คณะนักวิจัยพบว่าสารซัลโฟราเฟนที่พบใน บร็อกโคลีมีคุณสมบัติในการกำจัดเอซไพโลรีได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักวิจัยได้ทำการทดสอบคุณสมบัติของสารซัลโฟราเฟนดังกล่าว ด้วยการให้อาหารที่มีส่วนผสมของบร็อกโคลีแก่สัตว์ในห้องทดลอง ที่ติดเชื้อแบคทีเรีย จากการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อของเซลล์สร้างน้ำย่อยของมนุษย์ที่ได้รับเชื้อ พบว่าสารซัลโฟราเฟนใน บร็อกโคลีจะขจัดเอซไพโลรีดังกล่าวให้หมดไป

9. ปกป้องผิวจากแสงแดด

สารซัลโฟราเฟนที่พบในพืชจำพวกบร็อกโคลี มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างการทำงานของตับและเซลล์ผิวหนัง ทำให้ตับและเซลล์ผิวหนังสามารถขับสารพิษที่สะสมอยู่ภายในออกมาได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นผลการทดลองที่ถูกทำขึ้นโดยคณะนักวิจัยที่ John’ s Hopkins University และถูกตีพิมพ์ลงในCancer Letters ยังแสดงให้เห็นว่าสารซัลโฟราเฟนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการช่วยซ่อมแซมผิวหนังที่ได้รับความเสียหาย อันเนื่องมาจากแสงแดดได้เป็นอย่างดี

10. ป้องกันโรคหัวใจ

นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะเร็งปอด มะเร็งไส้ตรง

มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะแล้ว บร็อกโคลีเป็นส่วนหนึ่งในผักที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจให้น้อยลงได้เช่นกัน

11. ป้องกันต้อกระจก

บร็อกโคลีรวมไปจนถึงผักใบเขียวจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่มีชื่อเรียกว่าลูทีน และซีแซนธีน ซึ่งเป็นสารที่มีการรวมตัวอยู่หนาแน่นในเลนส์ตา จากการศึกษาของ Health Professionals Follow – Up Study ยังพบอีกว่าสารซัลโฟราเฟนที่พบในบร็อกโคลียังมีประสิทธิภาพในการปกป้องเซลล์ดวงตาจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากความเครียดได้เป็นอย่างดี

12. เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

การกินบร็อกโคลีอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง บร็อกโคลี1 ถ้วย มีแคลเซียม 74 mg มีวิตามินซีที่ช่วยดูดซึมแคลเซียม 123 mg

13. เสริมการทำงานระบบภูมิคุ้มกัน

เนื่องจากมีสารอาหารและวิตามินที่ร่างกายต้องการไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี เบต้าแคโรทีน สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การกินบร็อกโคลีอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายแข็งแรง อวัยวะต่างๆ ทำงานอย่างเป็นปกติ ไม่เจ็บป่วยง่ายๆ

14. ป้องกันการพิการตั้งแต่กำเนิด

ในขณะที่กรดโฟลิกมีความสำคัญต่อการสังเคราะห์ดีเอ็นเอของตัวอ่อนในครรภ์ บร็อกโคลี 1ถ้วย จะให้กรดโฟลิกที่จำเป็น 94 mcg ทำให้เซลล์ของตัวอ่อนในครรภ์มีการแบ่งตัวอย่างเหมาะสม หากหญิงตั้งครรภ์ได้รับกรดโฟลิกไม่เพียงพอจะทำให้เด็กเกิดมามีอาการผิดปกติหรือมีความพิการขึ้นได้